วันนี้ (14 พ.ค. 69) ที่ห้องประชุม 5 ชั้น 5 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมพิจารณาคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) “รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
.
การประชุมครั้งนี้ เป็นการพิจารณาคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ จากทั้งหมด 20 เมนู ให้เหลือ 5 เมนูสุดท้าย เพื่อเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ให้เหลือจังหวัดละ 3 เมนู ก่อนเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตเมนูอาหารถิ่นของทุกจังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ
.
สำหรับเมนูอาหารถิ่นที่ได้รับการเสนอเข้าพิจารณาคัดเลือกของจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย
เมนูอาหารคาว ได้แก่ ส้าปลี (ส้าหัวปลี) น้ำหนังแก้ว ไส้อั่วรสชาติดั้งเดิมล้านนาเชียงใหม่ จอดอกก้าน คั่วผำ แกงฮังเลบ้านฮ่อม ห่อนึ่งไก่ใส่ผำ น้ำพริกโย๊ะ น้ำพริกข่าเห็ดนึ่งพื้นบ้าน น้ำเหมี้ยง ปลาสะเด็ดจี่ แกงข้าวคั่วหอยขม คั่วแคไก่ดำอินทรีย์ ถั่วเน่าเมาะตำรับเวลล์เนส และมอกปู๋ ส่วนประเภทอาหารหวาน ได้แก่ ขนมเปี่ยง ต้มลิ้นหมา และข้าวต้มต๋องก๋ง ขณะที่ประเภทอาหารว่าง ประกอบด้วย ข้าวเกรียบไก่ดำตุ๋นสมุนไพร ครีมสลัดพริกหนุ่ม หนมครกข้าวก่ำดอย ย้อนรอยรสชาติที่หายไป อุ่นไอวิถีแม่ข่วงหลวง และเมี่ยงเครื่องนครพิงค์
.
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นไทย สืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านเมนูอาหารประจำถิ่น พร้อมผลักดันให้อาหารถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนและจังหวัดต่อไป โดยหลักเกณฑ์การประเมินและตัวชี้วัดการคัดเลือกเมนูอาหารถิ่น ประกอบด้วย 5 ด้าน รวม 100 คะแนน ได้แก่ ด้านอัตลักษณ์และภูมิปัญญา 30 คะแนน ด้านความเสี่ยงต่อการสูญหาย 30 คะแนน ด้านวัตถุดิบท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม 15 คะแนน ด้านโภชนาการและสรรพคุณสมุนไพร 15 คะแนน และด้านการต่อยอดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 10 คะแนน
.
หลังจากนี้ จังหวัดเชียงใหม่จะคัดเลือกให้เหลือ 5 เมนูสุดท้าย เพื่อส่งต่อให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมพิจารณาคัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 3 เมนู ก่อนเปิดให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมโหวต เพื่อค้นหา “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ประจำปี 2569 ต่อไป
.