วันนี้ (27 พ.ค. 69) ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหารเพื่อการท่องเที่ยววัฒนธรรมชาติพันธุ์” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติพันธุ์สีสันแห่งล้านนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2569 โดย มีนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มภาคีเครือข่ายจากจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่น
การจัดกิจกรรมนี้ มุ่งยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) อัตลักษณ์ล้านนาสู่สากล พร้อมทั้งมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้เข้าอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร้านอาหาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า นำมาประยุกต์ ต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับอาหารสร้างสรรค์จากรากเหง้าชาติพันธุ์ บนพื้นฐานของการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพของผู้ประกอบการและชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งสร้างแรงดึงดูดใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อสูง (High-spending Tourists) ให้เข้ามาเยือนและเกิดการใช้จ่ายในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 มากขึ้น
ทั้งนี้ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ได้รวบรวมองค์ความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จากผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหารสร้างสรรค์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่ได้มองหาเพียงอาหารรสชาติอร่อยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” และ “เรื่องราว” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน อาหารจึงถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และรากเหง้าทางภูมิปัญญาในพื้นที่ ถือเป็นผลักดันอาหารและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่การเป็นจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป