วันนี้ (18 ก.ค. 69) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) ตำบลสันทราย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน และกลุ่มพี่น้องชาติพันธ์ุจาก 14 ชาติพันธ์ุในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมงาน
.
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการผลักดันใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ การคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม เพื่อปกป้องอัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความเสมอภาค เพื่อขจัดอคติและการเลือกปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย
.
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ชมการแสดงและร่วมการเต้นรำ “ปอยเตเว” ซึ่งเป็นการเต้นรำตามจังหวะดนตรีพื้นบ้านของชาวลาหู่ เพื่อเฉลิมฉลองและเป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง จากนั้นได้รับชมการแสดงดนตรีและบทเพลงชนเผ่าพื้นเมืองจากศิลปินปกาเกอะญอ พร้อมทั้งเยี่ยมชมบูธนิทรรศการและการสาธิตวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น การเรียนรู้วิถีปกาเกอะญอ การทำกาแฟจากนวเกษตรชุมชน การทำข้าวปุกงาจากชนเผ่าอาข่า ถั่วพูซิ่งจากชนเผ่าไทใหญ่ และดนตรีจากชนเผ่าลีซู
.
นอกจากนี้ภายในงานได้มีการจัดเวทีเสวนา เพื่อพบปะรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะจากเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนกฎหมายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ โดยตัวแทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ประการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตามวิถีวัฒนธรรม, การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อลบมายาคติและอคติทางสังคม, การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกินควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญาจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ, การพัฒนาระบบสวัสดิการและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างเท่าเทียม, การผลักดันวิถี "ไร่หมุนเวียน" สู่การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ และ การบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสุขภาวะของชุมชนจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก
.
การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันการบังคับใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อให้การคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศไทย