เชียงใหม่พร้อมรับมืออุทกภัยระดมทั้งบุคลากร เครื่องมือ เครื่องจักรกลบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งระบบ โดยเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังพื้นที่ต้นน้ำ

วันนี้ (21 ส.ค. 69) ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ สำนักงานชลประทานที่ 1 นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระดมคณะทำงานศูนย์ บัญชาการเหตุการณ์เพื่อประชุมหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่เสี่ยง โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายทุกภาคส่วน

ในที่ประชุมฯ สำนักงานชลประทานที่ 1 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำเสนอระบบบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัล "One Map" บนแพลตฟอร์ม Google Maps เพื่อบูรณาการข้อมูลเครื่องจักรกลสาธารณภัยและจุดเสี่ยงน้ำท่วมให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งปรับปรุงการแบ่งโซนเตือนภัยน้ำท่วมเป็น 5 โซน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุด รวดเร็ว และลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน

สำหรับความพร้อมของทรัพยากรเครื่องสูบน้ำในเขตพื้นที่เชียงใหม่และรอยต่อลำพูน มีการสำรวจและจัดเตรียมไว้รวมทั้งสิ้น 104 จุด จำนวน 167 เครื่อง แบ่งตามความรับผิดชอบของหน่วยงาน ดังนี้:
สำนักงานชลประทานที่ 1: 67 จุด รวม 78 เครื่อง (ติดตั้งประจำจุดสำคัญแล้ว 2 จุด 4 เครื่อง บริเวณ ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี และ อ.เมืองลำพูน)
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.): 19 จุด รวม 36 เครื่อง
เทศบาลนครเชียงใหม่: 12 จุด รวม 22 เครื่อง
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สนง. ปภ. เชียงใหม่): 4 จุด รวม 22 เครื่อง (ติดตั้งพร้อมใช้งานแล้ว 10 เครื่อง)
ท่าอากาศยานเชียงใหม่: 1 จุด รวม 5 เครื่อง
เทศบาลตำบลช้างเผือก: 1 จุด รวม 4 เครื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมของ อาคารบริหารจัดการน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วมสำคัญ 9 จุด/กลุ่ม ประกอบด้วย ประตูระบายน้ำท่าวังตาล ระบบระบายน้ำและคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองฝั่งตะวันตก ของสำนักงานชลประทานที่ 1 ตลอดจนการเสริมแนวกระสอบทรายคันกั้นน้ำและจุดอุดท่อระบายน้ำป้องกันน้ำหนุน ของเทศบาลนครเชียงใหม่

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าการประสานงานโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำร่วมกับกรมทางหลวง (กองความปลอดภัย) วงเงินงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท โดยเตรียมนำเรื่องเข้าหารือร่วมกับแขวงทางหลวงเพื่อเร่งรัดการอนุมัติแบบและพื้นที่ก่อสร้าง ให้สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่าย/กันเงินงบประมาณได้ทันตามกรอบเวลาก่อนสิ้นปีงบประมาณ (กันยายนนี้) เพื่อให้ระบบป้องกันน้ำท่วมของจังหวัดเชียงใหม่พร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อีกทั้งยังได้หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ชุมชน เขตเมืองเชียงใหม่ และเขตเศรษฐกิจ โดยเน้นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมรับมือในทุกมิติ

จากนั้น ที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมรับมือ ประเมินและติดตามสถานการณ์ พร้อมกำหนดมาตรการรับมืออุทกภัย โดยมีข้อมูลสำคัญ ได้แก่ การคาดการณ์สภาพอากาศและแนวโน้มสถานการณ์อุทกภัย สถานการณ์น้ำท่า มาตรการความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภทถ้ำและน้ำตก ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยภายในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ภาคเหนือจะมีฝนตกชุกหนาแน่น จากอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงเป็นระยะ ๆ รวมถึงอาจได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าใกล้หรือเข้าสู่พื้นที่ตอนบนของภาค สำหรับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังอยู่ในสภาวะปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

นายณัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การแจ้งเตือนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังพื้นที่ต้นน้ำ ไม่เพียงแต่พื้นที่ที่เคยเกิดขึ้นแล้วเท่านั้นยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง โดยสั่งเฝ้าระวังเข้ม 8 อำเภอต้นน้ำ-หากเกิดเหตุให้เร่งอพยพกลุ่มเปราะบางทันที และเน้นย้ำให้ถอดบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่านและพะเยา มาปรับใช้ พร้อมกำชับการประเมินสถานการณ์ตามสภาพความเป็นจริง เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณฝนมีความรุนแรงและผันผวนสูงกว่าสถิติในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้นำข้อสั่งการของ รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ มามอบให้ทุกหน่วยงานและทุกอำเภอนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่:
1. จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command / War Room): ขับเคลื่อนศูนย์บัญชาการฯ ทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยให้นายอำเภอทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ พร้อมจัดเวรยามติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และบูรณาการกำลังร่วมกับท้องถิ่น ฝ่ายความมั่นคง และมูลนิธิกู้ภัย
2. เตรียมความพร้อมและทดสอบเครื่องจักรกล-เครื่องมือ: ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ รถยนต์ เรือกู้ภัย และอุปกรณ์ช่วยเหลือทุกชนิด โดยต้องทดสอบการเดินเครื่องใช้งานจริงล่วงหน้า หากพบจุดชำรุดต้องเร่งซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที
3. วางระบบเตือนภัยเชิงรุกและแผนอพยพเร่งด่วน: บูรณาการการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบดิจิทัล (Cell Broadcast) ควบคู่กับหอกระจายข่าวและเสียงตามสายประจำหมู่บ้าน พร้อมจัดทำแผนซักซ้อมเส้นทางอพยพ และเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว (Shelter) ที่ปลอดภัย โดยกำชับให้จัดกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก คนชรา และผู้พิการ เป็นลำดับแรก (First Priority) ในการช่วยเหลือและอพยพ
4. บริหารจัดการกำลังพลและเครือข่ายสนับสนุน: สำรวจยอดกำลังพล ทั้ง อส. อปพร. และหน่วยกู้ภัย พร้อมวางระบบหมุนเวียนกำลังภายในจังหวัด และเตรียมแผนประสานขอกำลังสนับสนุนทั้งเจ้าหน้าที่และยุทโธปกรณ์จากจังหวัดข้างเคียงกรณีเกิดสถานการณ์วิกฤต
5. บูรณาการความร่วมมือภาคเอกชนและเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time: ประสานความร่วมมือกับผู้รับเหมาและภาคเอกชนในพื้นที่เพื่อสนับสนุนเครื่องจักรหนัก รวมถึงเชื่อมต่อระบบกล้อง CCTV สดจากทุกจุด เพื่อให้ศูนย์บัญชาการสามารถประเมินระดับน้ำและสั่งการได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ยังได้กำชับให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษใน 8 อำเภอพื้นที่ต้นน้ำที่มีความเสี่ยงสูงต่อเหตุดินสไลด์ โคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก ได้แก่ อำเภอแม่แจ่ม, อมก๋อย, สะเมิง, แม่แตง, เชียงดาว, ไชยปราการ, ฝาง และแม่อาย โดยสั่งการให้นายอำเภอร่วมกับเครือข่ายทรัพยากรธรณี อุทยาน ป่าไม้ และ "มิสเตอร์เตือนภัย" (กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน) เดินสำรวจเส้นทางน้ำธรรมชาติ เพื่อป้องกันเศษกิ่งไม้หรือดินพังทลายปิดกั้นทางน้ำจนสะสมเป็นอ่างน้ำชั่วคราวและทะลักทลายลงมาเป็นน้ำป่าฉับพลัน พร้อมเน้นย้ำให้นายอำเภอใช้ความเด็ดขาดในการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือนภัย เพื่อรักษาชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญที่สุด


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
บทความที่น่าสนใจ