วันนี้ (16 ก.ย. 69) ที่ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมเวทีถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ภัยพิบัติ และฝุ่นควันภาคเหนือ : จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง โดยมี นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำคณะนักวิจัย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน
.
โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ได้รับมอบ ข้อเสนอเชิงนโยบายขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและฝุ่นควันภาคเหนือ และการประกาศเจตนารมณ์ก้าวต่อไป (Next Steps) ที่ได้จากพันธสัญญาความร่วมมือของเครือข่ายลดภัยพิบัติและฝุ่นควันภาคเหนือ พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ความสำคัญของการแก้ปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน PM2.5 และภัยพิบัติภาคเหนือ” โดยระบุว่า การแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งในวันนี้ได้มารับข้อเสนอของภาคประชาสังคมและประชาชนที่ร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมตรวจสอบจุดความร้อนและดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งสิ่งที่สามารถทำได้ทันทีในขณะนี้ คือ การติดตั้งกล้องเพิ่มตามจุดเฝ้าระวังในพื้นที่ป่า รวมถึงการทำความเข้าใจกับภาคประชาชนถึงแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนโดยใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วม โดยตั้งเป้า ให้การดำเนินการแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในปีนี้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาร้อยละ 30 ถึง 40 ซึ่งยืนยันว่าหัวใจหลักสำคัญของการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน คือ ภาคประชาชนซึ่งอยู่ร่วมกับป่า
.
ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายยุทธศาสตร์การจัดการฝุ่นควัน PM 2.5 ภาคเหนือ ที่มีการเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ เสาหลักที่ 1 : มาตรการหยุดทำ คือ การปฏิรูปโครงสร้างบริหารจัดการกับคำสั่งภาครัฐ และโมเดลพื้นที่ทดลอง จังหวัดเชียงใหม่ น่าน สระบุรี และกรุงเทพฯ โดยให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่, เสาหลักที่ 2 : นวัตกรรมเทคโนโลยีและการต่อต้านการทุจริต ที่ช่วยสร้างความโปร่งใสในข้อมูลทุกด้าน, เสาหลักที่ 3 : การปฏิรูปเขตป่า สิทธิ์ที่ดินทำกิน และยกระดับป่าชุมชน, เสาหลักที่ 4 : นวัตกรรมกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหางบประมาณการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน และเสาหลักที่ 5 : มิติด้านสิทธิมนุษยชน สุขภาพประชาชน และการจัดการกลุ่มควันข้ามแดน โดยยกระดับความร่วมมือระดับประชาชนในชายแดน ส่วนมาตรการหยุดทำ คือ ยุติการให้ประชาชนเป็นจำเลยสังคม ยุติการห้ามเผาเด็ดขาด และหยุดคำสั่งที่ขัดกันข้ามกระทรวง