วันนี้ (4 ต.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุม POC ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย การให้ความช่วยเหลือประชาชน และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์สาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมจากศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง และผู้แทนจากทุกจังหวัด เข้าร่วมประชุมผ่านระบบ Zoom Meeting
ที่ประชุมได้รายงานการประเมินสถานการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 4–7 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเริ่มจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนขยายไปยังภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออกในระยะถัดไป ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีรวมกันมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุ
สำหรับวันที่ 5 ตุลาคม จะมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ จากนั้นปริมาณฝนจะลดลงในช่วงวันที่ 6–9 ตุลาคม โดยมีแนวโน้มไปทางภาคใต้ และช่วงวันที่ 10–11 ตุลาคม จะมีฝนตกหนักในภาคกลางและภาคใต้ และจะค่อย ๆ ลดลง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากในช่วงเปลี่ยนฤดู ขณะที่กรมชลประทานยังคงบริหารจัดการและระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง
ด้านการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ กำหนดให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 10,000 บาทต่อครัวเรือน หลังจากวันที่ 30 กันยายน 2569 และภายใน 15 วันหลังได้รับเงินช่วยเหลือ ให้ประชาชนถ่ายภาพทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายส่งให้บริษัทประกันภัยเพื่อประเมินความเสียหาย จากนั้นบริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลและจ่ายเงินชดเชยไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือนภายใน 15 วัน ส่วนกรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติ จะได้รับความช่วยเหลือจำนวน 2 ล้านบาทต่อราย ครอบคลุมภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และภัยจากแผ่นดินไหว โดยประชาชนสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสมาคมภัยพิบัติทางธรรมชาติ เว็บไซต์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือจุดแจ้งเหตุภายในจังหวัด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ หากพบพื้นที่มีความเสี่ยงให้พิจารณาเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางไปยังศูนย์พักพิงล่วงหน้า พร้อมกำชับให้ศูนย์พักพิงมีความพร้อมเป็นระบบ และได้มาตรฐาน ทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค สถานพยาบาล ไฟฟ้า และน้ำประปา รวมถึงวางแผนการเดินทางกลับบ้านของประชาชนให้เกิดความปลอดภัย
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. เร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาประชาชน ให้จังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายให้ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ทั้งด้านชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน พื้นที่การเกษตร และสาธารณูปโภค พร้อมเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
2. เร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลดให้กลับสู่ภาวะปกติ เร่งระบายน้ำ กำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล ทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่สาธารณะ พร้อมป้องกันปัญหาด้านสาธารณสุขหลังน้ำลด และจัดทำแผน Big Cleaning เพื่อให้ประชาชนและสถานประกอบการสามารถกลับมาใช้ชีวิตและดำเนินกิจการได้โดยเร็ว
3. เร่งฟื้นฟูสาธารณูปโภค ให้เร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา ถนน ระบบสื่อสาร และสัญญาณโทรศัพท์ ให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่
4. ตรวจสอบคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนนทบุรี ตรวจสอบคันกั้นน้ำทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาให้อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยตลอดแนว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญ ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการและปฏิบัติงานตลอดเวลา จัดเวรเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า พร้อมแจ้งเตือนประชาชนด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่าย และทันต่อสถานการณ์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่
สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ให้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมือ และแผนเผชิญเหตุ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยกำหนดให้พื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบนเป็นพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ พร้อมติดตามสถานการณ์ฝน ปริมาณน้ำ และระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่