วันนี้ (15 พ.ค. 69) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานและเยี่ยมชมความสำเร็จของ “โครงการห้องเรียนข้ามขอบ” (Borderless Classroom) ภายใต้โมเดล “เชียงดาวเมืองแห่งการเรียนรู้” ซึ่งเป็นต้นแบบการจัดการศึกษาไร้รอยต่อ ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้จากชุมชนสู่ห้องเรียน และเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในวิถีชีวิตท้องถิ่น .
โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเชียงดาว มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ โดยมุ่งขับเคลื่อนการศึกษาผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้เรียน เพื่อป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในท้องถิ่น ผ่านการบูรณาการความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ .
โครงการได้พัฒนา 7 สถานีเรียนรู้ เปลี่ยนพื้นที่ในชุมชนให้กลายเป็นห้องเรียนมีชีวิต อาทิ สถานีเรียนรู้สตูดิโอเชียงดาวบลู ที่เปิดให้เรียนรู้การปลูกและย้อมผ้าจากครามธรรมชาติ สถานีเรียนรู้สวนเกษตรอินตี้ ที่ฝึกทักษะเกษตรอินทรีย์และการแปรรูปโกโก้ สถานีเรียนรู้วัฒนธรรมชนเผ่าบ้านผาลาย ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวอาข่า ลีซู และปกาเกอะญอ รวมถึงห้องเรียนธรรมชาติที่ใช้ป่าชุมชนเป็นแหล่งศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ .
จากการติดตามผลการดำเนินงาน พบว่า ผู้เรียนที่เข้าร่วมโครงการมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น มีทักษะการสื่อสารที่ชัดเจนขึ้น และผู้เรียนร้อยละ 100 มีพฤติกรรมดีขึ้น ทั้งด้านการอ่าน การเขียน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังช่วยลดภาระครูในการติดตามเด็กกลุ่มเสี่ยง และสร้างความรักความหวงแหนบ้านเกิดให้เกิดขึ้นในชุมชน .
ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการห้องเรียนข้ามขอบถือเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการศึกษาในอนาคต ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากการลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากวิถีชีวิตจริงโดยไม่จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน พร้อมเห็นว่าควรผลักดันและขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนที่ยังขาดโอกาสอีกจำนวนมากทั่วประเทศ