วันนี้ (4 พ.ย. 69) เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมอาคาร 75 ปี สภาคริสตจักรในประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “สภาคริสตจักรในประเทศไทย : รับมือ ร่วมมือ กับสภาพอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติของมวลมนุษยชาติ” ภายในกิจกรรมนมัสการพระเจ้าและกิจกรรมบรรยายพิเศษ เนื่องในวันระลึกหน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม และวันเมตตาบรรเทาทุกข์ ประจำปี ค.ศ. 2026 จัดโดยสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยมีผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงาน บุคลากร และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม
นายบุญลือได้กล่าวถึงสถานการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather Events) ซึ่งเป็นหนึ่งในผลกระทบสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และภัยพิบัติทางธรรมชาติรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ภาคเกษตรกรรม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และเกษตรกรที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการรับมือกับสถานการณ์
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติไม่สามารถพึ่งพาการดำเนินงานของภาครัฐหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรศาสนา และประชาชน ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมกันสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติ จากการรอแก้ไขปัญหาภายหลังเกิดเหตุ (Reactive Strategy) ไปสู่การเตรียมความพร้อมและปรับตัวล่วงหน้า (Proactive & Adaptive Strategy) โดยให้ความสำคัญกับ 3 มิติหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงที การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและรองรับภัยพิบัติ ทั้งระบบบริหารจัดการน้ำ การรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม ตลอดจนการฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติ เช่น ป่าชายเลนและพื้นที่รับน้ำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันภัยธรรมชาติ
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำว่า วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้วเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระดับนโยบาย ภาคเอกชนต้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ประชาชนต้องตระหนักถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อความยั่งยืน เพราะภัยพิบัติในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นตามฤดูกาลหรือสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำเช่นในอดีตอีกต่อไป
พร้อมทั้งเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องบ้านหลังเดียวของมนุษยชาติ และส่งต่อโลกที่ปลอดภัย ยั่งยืน ให้แก่คนรุ่นหลัง โดยย้ำว่า เวลาสำหรับการรอคอยได้หมดลงแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่าเราควรทำหรือไม่ มาเป็นการลงมือทำอย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ลูกหลานสืบไป